เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๓ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง แก่ผู้บริหารสถานศึกษาที่เข้าร่วมสัมมนาการเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รุ่นที่ ๕ จากเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ กำแพงเพชร มุกดาหาร ขอนแก่น สระบุรี กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว นราธิวาส และภูเก็ต รวม ๗๐๐ คน
รมว.ศธ. กล่าวว่า ผู้บริหารที่เข้าร่วมสัมมนาวันนี้เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้มีโอกาสพบปะกับรัฐมนตรีคนใหม่ หลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคมที่ผ่านมา จึงขอถือโอกาสนี้เชิญชวนผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านมารวมใจ ร่วมเป็นพลังในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เพื่อให้การศึกษาเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนการพัฒนาและการแข่งขันของประเทศ ให้การศึกษาเป็นตัวนำที่จะสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์ และความจงรักภักดีของคนในชาติ โดยเน้นไปที่คุณภาพตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้จะไม่พูดถึงโครงสร้างเหมือนการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ผ่านมา เพราะตนในฐานะ รมว.ศธ.จะช่วยดูแลเรื่องนี้ให้เอง
สำหรับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองนั้น จะเร่งดำเนินการใน ๘ เรื่องที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่จะให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง โดยจะเริ่มต้นด้วยการจัดประชุมคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาฯ ภายในเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ซึ่งจะเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม เพื่อวางกรอบและทิศทางในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ให้ทุกคนเห็นเป้าหมายตรงกันในการปฏิรูปการศึกษา หลังจากนั้นในเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ จึงจะมีการประชุมสมัชชาการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นเป้าหมายที่ตรงกันในการปฏิรูปการศึกษา โดยจะมีเป้าหมาย ตัวชี้วัดต่างๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้ผลสุดท้ายของการปฏิรูปการศึกษาไปตกอยู่ที่ตัวเด็ก ให้เป็นคนเก่ง ดี มีความสุข มีความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนั้นจะดำเนินการต่อในเรื่องของโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี อย่างมีคุณภาพ เพื่อให้สนองตอบต่อการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งจะต้องเปลี่ยนความคิดโครงการนี้ใหม่ว่า ไม่ใช่เป็นโครงการที่แจกหนังสือ อุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้านักเรียน แต่เป็นโครงการรองรับที่จะให้ทุกคนในวงการศึกษาได้มีส่วนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้โครงการนี้เป็นบันไดขั้นแรกแก่โอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาสำหรับเด็กไทยทุกคน
เรื่องที่ ๓ คือ การสร้างโรงเรียนดีประจำตำบล โดยจะมีทั้งห้องวิทยาศาสตร์ ห้องสมุด ห้อง e-Learning สระว่ายน้ำ มีการจัดทำ School Mapping มีการจัดทำ School Based Management ฯลฯ ซึ่งจะดำเนินการในเขตพื้นที่การศึกษาละ ๑ ตำบล โดยให้หารือร่วมกับ อบต.เพื่อร่วมพัฒนาโรงเรียนดีระดับตำบล และหากตกลงกันได้ รมว.ศธ.จะมีการลงนามความร่วมมือกับ รมว.มหาดไทย รวมทั้งลงนามความร่วมมือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกฯ อบต. เพื่อร่วมกันสร้างและพัฒนาโรงเรียนดีประจำตำบลต่อไปด้วย
เรื่องต่อมาคือ โครงการจัดการศึกษาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะเน้นการส่งเสริมพัฒนาครูผู้สอนในบริบทต่างๆ ที่มีความหลากหลาย เพื่อให้มีกรอบความคิดในสังคมที่จะให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะในยุคสังคมประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมมือกัน
เรื่องที่ ๕ คือ กศน.ตำบล ซึ่งจะให้เป็นแหล่งเรียนรู้ราคาถูกสำหรับประชาชน โดยจะให้ กศน.ตำบล จับมือกับ อบต.เช่นเดียวกัน โดยจะให้มีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ให้ กศน.ตำบลเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน เช่น ประชาชนในตำบลสามารถเช็คราคายางพารา การใช้ปุ๋ยชีวภาพ ฯลฯ โดยให้ครู กศน.ดูแล และสร้างเครือข่ายรักการอ่านแก่บุตรหลานในชุมชน ให้เกิดการอ่านทั้งในห้องสมุด ในโรงพยาบาล สร้างการอ่านในระหว่างการเดินทาง รวมทั้งการจัดทำมุมหนังสือไว้ที่บ้าน
เรื่องที่ ๖ Teachers Channel เพื่อให้ครูได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดถึงวิธีการสอน กระบวนการสอนที่ดี และสามารถนำไปใช้ได้ในการสอนจริงในห้องเรียน ตลอดถึงจะดำเนินการ Tutor Channel ต่อไป โดยยึดหลักว่า คุณภาพของการเรียนจะต้องเกิดจากการเรียนในห้องเรียนหรือการเติมเต็มความรู้ผ่าน Tutor Channel ส่วนการกวดวิชานอกห้องเรียนนั้น จะเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ ซึ่งจะขอให้โรงเรียนกวดวิชาต่างๆ ช่วยสอนดนตรี นาฏศิลป์ ศิลปะ โยคะ เพื่อเติมเต็มและสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กนอกห้องเรียนมากขึ้น
เรื่องที่ ๗ คือ การสร้างขวัญกำลังใจให้ครู โดยจะมีการผลักดัน พ.ร.บ.เงินเดือนและเงินวิทยฐานะ ซึ่งได้เร่งรัดเรื่องนี้เพื่อให้ครูได้รับสิทธิประโยชน์ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครู โดยเฉพาะโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู ที่จะมีการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อพัฒนาชีวิตครู ให้ครูใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยใช้กระบวนการจัดตั้งเครือข่ายในรูปแบบองค์การมหาชน ให้ครูได้พัฒนาตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู นอกจากนี้จะดึงคนเก่งๆ เข้ามาเป็นครูมากขึ้น มีการเพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำของครูให้สูงขึ้น ตลอดถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ให้ครูเป็นข้าราชการครูอย่างสมศักดิ์ศรี
ในเรื่องสุดท้ายคือ การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อย่างจริงจัง เพื่อให้การศึกษาชูธงความเชื่อที่เป็นวิทยาศาสตร์ โดยจะให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้บูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อจะส่งเสริมและสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้น เน้นการผลิตครูวิทยาศาสตร์และครูคณิตศาสตร์ เพื่อที่จะให้ครูเหล่านี้ได้เป็นพลังขับเคลื่อนในการจัดการเรียนการสอน จะมีการส่งเสริมต่อยอดให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนลักษณะพิเศษ คือ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และมีการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยในทุกภูมิภาคมากขึ้น
รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า หากทุกท่านสามารถรวมใจได้ มีเป้าหมายตรงกัน การเดินไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไป เพราะได้ติดตามงานของกระทรวงศึกษาธิการมาโดยตลอด ทั้งนี้จะสานต่อโครงการอื่นๆ ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีต รมว.ศธ.ให้เดินหน้าต่อไปได้ และคาดหวังว่าจะได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองสำเร็จลุล่วงตามที่มุ่งหวัง
ที่มา http://www.moe.go.th/websm/2010/jan/024.html
วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายการให้บริการ กลยุทธ์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2 ได้ดำเนินการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2553 ระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2552 โดยคณะผู้บริหาร บุคลากร และองค์คณะบุคคล ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายการให้บริการ กลยุทธ์ จุดเน้น ตัวชี้วัดโครงการ/กิจกรรม เพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2 และสถานศึกษาในสังกัดดำเนินการในปีงบประมาณ 2553 ดังนี้
วิสัยทัศน์
มุ่งพัฒนาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2 ให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง ประชากรวัยเรียนทุกคนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พันธกิจ
1. จัด ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนให้สถานศึกษาสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนทั้งเด็กปกติ พิการด้อยโอกาส และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
2. ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาให้สูงขึ้น
3. พัฒนาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง
4. พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีขีดสมรรถนะสูง
5. พัฒนาระบบ กลไก ในการส่งเสริม สนับสนุน การมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจให้แก่สถานศึกษา
เป้าหมายการให้บริการ
1. ประชากรวัยเรียนทุกคนในเขตพื้นที่การศึกษาได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง
2. นักเรียนที่จบการศึกษามีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา
3. ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความรู้ ความสามารถ และทักษะสูงในการปฏิบัติหน้าที่
4. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาเป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง
5. ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
กลยุทธ์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2
1. พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ
2. ปลูกฝังคุณธรรม สำนึกในความเป็นชาติไทย และวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
3. ขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
4. พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ
5. พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษา
6. พัฒนาการจัดการศึกษาในโรงเรียนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโรงเรียนในพื้นที่ยากลำบาก
จุดเน้น
1. ยกระดับคุณภาพการศึกษาทุกระดับ
2. ส่งเสริมการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์
3. ส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้สะอาด ร่มรื่น ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้
4. พัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีสมรรถนะสูง เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
5. พัฒนาระบบบริหารจัดการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง โดยใช้แนวทางการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) และกระบวนการจัดการเรียนรู้ (KM)
6. มุ่งเน้นการใช้ ICT เพื่อการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ
7. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน
หลักการบริหารสถานศึกษา
นายพรชัย นาชัยเวียง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเปียงซ้อ
การบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีมีหลักการสำคัญ
6 ประการ คือ
1. หลักนิติธรรม ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานอย่างเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นต่อนักเรียนและประชาชนเป็นสำคัญ
2. หลักคุณธรรม ยึดมั่นในความถูกต้องดีงามในการปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวอย่างแก่สังคม มีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย และประกอบอาชีพที่สุจริต
3. หลักความโปร่งใส การทำงานทุกขั้นตอนต้องยึดหลักโปร่งใส เพื่อสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีการปรับปรุงกลไกการทำงานร่วมกันให้สามารถตรวจสอบ มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย สร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวก
4. หลักการมีส่วนร่วม มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามาและเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญ การบริหารและจัดการศึกษา
5. หลักความรับผิดชอบ มีความตระหนักในสิทธิหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น สำนึกและรับผิดชอบในการตัดสินใจที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ใส่ใจและกระตือรือร้นในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้อง เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และมีความกล้าที่จะยอมรับผลจากการกระทำของตนเองตามบทบาท และหน้าที่ของสถานศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
6. หลักความคุ้มค่า มีการบริหารจัดการ และใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเยาวชน และประชาชนที่สถานศึกษารับผิดชอบ
หลักธรรมที่ยึดถือในการทำงาน คือ อิทธิบาท 4
1.ฉันทะ ความพึงพอใจในงานที่ทำหรืองานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
2.วิริยะ มีความเพียรพยายามที่จะทำงานในหน้าที่หรืองานที่ได้รับมอบหมาย ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
3.จิตะ มีจิตฝักใฝ่ สนใจ ตั้งใจ ทำงานให้สำเร็จ ทำให้ดี ทำให้เรียบร้อย
4.วิมังสา คิด ใคร่ครวญ ตรึกตรอง ให้มีความรอบคอบ รัดกุม ไม่ให้เกิดความ เสียหาย สูญเสีย สิ้นเปลือง โดยเปล่าประโยชน์
หลักการทำงาน ให้ยึดหลัก 4 ป.
- โปร่งใส - เป็นธรรม - ประหยัด - ประสิทธิภาพ
นโยบาย 4 รัก
รัก
โรงเรียนให้เหมือนบ้าน
รัก
เพื่อนร่วมงานเหมือนญาติมิตร
รัก
ลูกศิษย์เหมือนลูกหลานตน
รัก
ชุมชนศรัทธาอาชีพครู
Admin เมื่อ October 26 2009 08:02:26
| ·
|
|