
โครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ
ความเป็นมา
ตามที่คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ได้มีมติเห็นชอบโครงการปิดทองหลังพระ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนนำเอาแนวพระราชดำริไปพัฒนาต่อ ทั่วประเทศ อันเป็นการเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญ พระชนมพรรษาครบ 7 รอบ และได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนปีละ 220,000,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 ปี (2551 ? 2554) พร้อมทั้งได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการโครงการปิดทองหลังพระ โดยมี ฯพณฯ ศ.น.พ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธาน
หน่วยงานรับผิดชอบ
มูลนิธิชัยพัฒนา และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)
ผลการดำเนินงาน
1. แนวทางการดำเนินงาน เป็นการทำงานร่วมกันของโครงการพระราชดำริ ภาครัฐ ชุมชน และภาคเอกชน เน้นการพัฒนาโดยยึดปัญหาและความต้องการของชุมชนเป็นตัวตั้ง ซึ่งเริ่มแรกจะเน้นที่ทุนทางกายภาพ ได้แก่ น้ำ ดิน ป่า และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
2. โครงการจะยึดหลักการทรงงาน 23 ข้อ ของในหลวง ในการดำเนินงาน
3. การปฏิบัติการ เน้นการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โดยมุ่งให้ชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนา สามารถบริหารจัดการต่อได้ด้วยตนเอง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
4. เป้าหมายสูงสุดของโครงการ คือ 1 ล้านโครงการพัฒนาตนเองถวายในหลวงในวโรกาสครบ 84 พรรษา และปลูกป่า 80 ล้านไร่ ถวายสมเด็จพระราชินีในวโรกาสครบ 80 พรรษา โดยจะถวายรายงานความก้าวหน้าของโครงการทุกวันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี
การดำเนินงาน
มูลนิธิชัยพัฒนาให้ความร่วมมือกับโครงการปิดทองหลังพระในขอบข่ายงานที่มูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินการอยู่ โดยสามารถเข้ามาศึกษาในพื้นที่ที่มูลนิธิชัยพัฒนาดูแล และขอตัวเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไปให้องค์ความรู้หรือช่วยงานโครงการฯ เป็นครั้งคราวได้ เช่นการนำบุคคลากรจากโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ไปให้ความรู้ในโครงการปิดทองหลังพระ เป็นต้น การดำเนินความร่วมมือระหว่างโครงการเปิดทองหลังพระ มูลนิธิชัยพัฒนา และสำนักงาน กปร. จะเป็นไปในลักษณะ 3 ประสาน ทำงานร่วมกัน โดยใช้ 6 ศูนย์การพัฒนาฯ เป็นฐานปฏิบัติการหลัก
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระบรมราโชวาท ปิดทองหลังพระ
การทำงานด้วยน้ำใจรักต้องหวังผลงานนั้นเป็นสำคัญ แม้จะไม่มีใครรู้ใครเห็น
ก็ไม่น่าวิตก เพราะผลสำเร็จนั้นจะเป็นประจักพยานที่มั่นคง ที่พูดเช่นนี้ เหมือนกับ
สอนให้ปิดทองหลังพระ การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด
ว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่า
ไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย
พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ของจุฬาลงกรณ์ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 กรกฎาคม 2506
ทรงเตือนสติทุกคนให้ทำงานด้วยความตั้งใจ ด้วยความรู้ ความสามารถ
และความสุจริต แม้งานที่ทำนั้นอาจไม่มีผู้ใดทราบ แต่เมื่อเป็นงานที่ก่อให้เกิด
ประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติแล้ว ควรที่จะทำแม้จะเป็นการทำในลักษณะ
ปิดทองหลังพระก็ตาม เพราะถ้าทุกคนคิดแต่จะปิดทองหน้าพระ ทำงานเอาหน้า
ทำอะไรต้องให้มีผู้รู้ผู้เห็นก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
แก่ประเทศชาติได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน
นอกจากนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท
เป็นการเตือนสติข้าราชการทุกคน เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน
1 เมษายน 2533 ให้ทำงานโดยคำนึงถึงผลงานที่ปฏิบัติ มากกว่าผลประโยชน์
อย่างอื่น เหมือนดังเช่นการปิดทองหลังพระ
ในการปฏิบัติราชการนั้น ขอให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่านึกถึงบำเหน็จรางวัล
หรือผลประโยชน์ให้มาก ขอให้ถือว่าการทำหน้าที่ได้สมบูรณ์เป็นทั้งรางวัลและ
ประโยชน์อย่างประเสริฐ จะทำให้บ้านเมืองของเราอยู่เย็นเป็นสุขและมั่นคง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทาน
ปริญญาบัตรของ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม 2530
เกี่ยวกับการทำงานว่า เมื่อมีโอกาสและมีงานทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำต้อง
ตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง.
โอภาส เสวิกุล
..เรียบเรียง
16 กพ. 44